บล็อก

องค์กรต้องเลือกบริษัทแปลภาษาอย่างไร? 4 ข้อควรพิจารณาก่อนเลือก Localization Partner

By Pete Sarayut

องค์กรต้องเลือกบริษัทแปลภาษาอย่างไร? 4 ข้อควรพิจารณาก่อนเลือก Localization Partner

เวลาเลือกบริษัทแปลภาษาสำหรับองค์กร หลายทีมเริ่มดูที่ราคา ประสบการณ์ จำนวนคู่ภาษา หรือขนาดของผู้ให้บริการ

แต่สำหรับธุรกิจที่มีงานแปลและ Localization ต่อเนื่อง ความแตกต่างที่สำคัญมักไม่ได้อยู่แค่ในโปรไฟล์บริษัทแปล แต่อยู่ที่สิ่งที่เกิดขึ้นหลังเริ่มงานไปแล้ว ไม่ว่าจะในแง่ของคุณภาพ ความเสมอต้นเสมอปลาย และความเป็นมืออาชีพในการประสานงาน

ไม่ว่าคุณกำลังเลือกผู้ให้บริการครั้งแรก หรือกำลังคิดเปลี่ยนบริษัทแปลภาษาหรือ Localization Partner เราขอแนะนำให้พิจารณาประเด็นสำคัญ 4 อย่างนี้ก่อนตัดสินใจ

 

1. ถ้าจะเปลี่ยนบริษัทแปลภาษา ต้องเริ่มใหม่จากศูนย์ไหม?

Translation Memory, Glossary, Style Guide, Reference Files รวมถึงข้อเสนอจากงานที่ผ่านมา สามารถนำมาเป็นฐานให้ทีมใหม่เรียนรู้และรับช่วงงานต่อได้

คำถามจึงไม่ใช่เพียง “ผู้ให้บริการเดิมรู้จักแบรนด์เรามานานแค่ไหน?” แต่คือ “ผู้ให้บริการใหม่สามารถรับความรู้ที่เรามีอยู่แล้ว และต่อยอดได้เร็วแค่ไหน?”

เรื่องสำคัญที่ควรถามถึงต่อไปคือ ผู้ให้บริการบริหารทีมภาษาอย่างไร

การมีนักแปลจำนวนมากช่วยเรื่องผลิตภาพก็จริง แต่จำนวนเพียงอย่างเดียวยังไม่สามารถบอกได้เครือข่ายนั้นแข็งแรงแค่ไหน

สิ่งที่สำคัญไม่แพ้กันคือ ผู้ให้บริการสามารถรักษาความสัมพันธ์ระยะยาวกับผู้เชี่ยวชาญการแปลที่มีคุณภาพ และทำให้พวกเขาอยากกลับมาทำงานกับลูกค้ารายเดิมได้หรือไม่

เพราะการสร้างความสัมพันธ์กับซัพพลายเออร์ไม่ได้เป็นเพียงเรื่องหลังบ้านของผู้ให้บริการ หากทีมเปลี่ยนบ่อย บริบทในการทำงานอาจหายไป ต้องหานักแปลมาเรียนรู้งานใหม่ และอาจต้องสะสมความรู้เกี่ยวกับแบรนด์กันใหม่ตั้งแต่ต้น

Network ที่แข็งแรงจึงไม่ใช่แค่ Network ที่ใหญ่ แต่คือ Network ที่คนเก่งอยากกลับมาทำงานด้วยอีก

ที่ LocalLight เราทำงานด้วยแนวคิดนี้เสมอ

หากลูกค้ามีเครื่องมือ ทรัพยากร หรือสิ่งอ้างอิงใดๆ จากผู้ให้บริการเดิม เราสามารถนำข้อมูลเหล่านั้นมาศึกษาและใช้เป็นฐานของโปรเจ็กต์ใหม่ เพื่อไม่ให้องค์กรต้องทิ้งสิ่งที่เคยลงทุนสะสมไว้เพียงเพราะเปลี่ยนผู้ให้บริการ

และเมื่องานดำเนินต่อเนื่อง เราก็นำทั้งคลังศัพท์ ข้อเสนอแนะ และบริบทจากงานก่อนหน้ากลับมาใช้กับงานถัดไป

ความต่อเนื่องไม่ควรเกิดจากการที่ลูกค้าย้ายไปไหนไม่ได้ แต่ควรเกิดจากการที่ผู้ให้บริการสร้างคุณค่า เสริมความเชื่อใจ และทำให้ทุกโปรเจ็กต์คู่ควรแก่การสานต่อความสัมพันธ์

 

2. เมื่อความต้องการเปลี่ยน คุณติดต่อผู้ตัดสินใจได้เร็วแค่ไหน?

บางครั้งการดำเนินโปรเจ็กต์จริงก็ไม่เป็นไปตามแผนที่วางไว้

เดดไลน์อาจเปลี่ยน ไฟล์ต้นฉบับอาจมีเพิ่ม ผู้เกี่ยวข้องอาจขอแก้ข้อความ หรือมีศัพท์ใหม่กำหนดเพิ่มเข้ามากลางงาน

ดังนั้นเวลาประเมินบริษัทแปลภาษา หรือบริษัท Localization หากพิจารณาเพียงว่าขั้นตอนการทำงานเป็นระบบไหมคงไม่พอ ให้ถามต่อว่า “เมื่อเกิดเรื่องไม่คาดคิด เขาช่วยตัดสินใจให้เราได้ไหม?”

สำหรับบางโปรเจ็กต์ ขนาดและโครงสร้างคือข้อได้เปรียบ

แต่สำหรับงานที่เงื่อนไขเปลี่ยนแปลงบ่อย การมีผู้ดูแลโปรเจ็กต์ที่รู้ลึกรู้จริง ติดต่อได้โดยตรง และปรับการทำงานได้ฉับไว อาจสร้างความแตกต่างอย่างมาก

การทำงานแบบคล่องตัวไม่ได้หมายความว่าไม่มีระบบ แต่หมายถึงมีระบบที่ขยับตามงานได้ต่างหาก

 

3. สิ่งที่สำคัญที่สุดคือตัวโปรเจ็กต์หรือกระบวนการทำงานกันแน่?

บริการแปลภาษาสำหรับธุรกิจไม่ควรใช้กระบวนการขั้นตอนเพียงแบบเดียวครอบคลุมเนื้อหาทุกประเภท

งานเอกสารภายในองค์กรอาจให้ความสำคัญกับความเร็ว

เนื้อหาทางการตลาดอาจต้องให้ผู้เชี่ยวชาญตรวจสอบอย่างถี่ถ้วน

เว็บไซต์หรือแอปพลิเคชันต้องมีขั้นตอน LQA

ส่วนงานบางอย่างที่มีเนื้อหาปริมาณมาก บางครั้งการแปลโดยใช้ AI ร่วมกับการตรวจสอบความถูกต้องจากผู้เชี่ยวชาญอาจเป็นวิธีที่เหมาะสมที่สุด

บริษัทแปลที่รอบคอบจะเริ่มต้นด้วยการถามว่า เนื้อหานี้ใช้ที่ไหน ผู้อ่านคือใคร และในกรณีเกิดข้อผิดพลาดอาจส่งผลอย่างไร

จากนั้นจึงออกแบบกระบวนการทำงานให้เหมาะกับคุณภาพ ต้นทุน และกำหนดส่งงานจริงของโปรเจ็กต์นั้น เพราะกระบวนการที่เหมาะสมจะช่วยให้งานที่ได้มีคุณภาพสูงสุด

ไม่มีความจำเป็นที่ต้องปรับงานทั้งหมดให้เข้ากับ Workflow ที่ Vendor มีอยู่

 

4. ทีมเข้าใจตลาดไทย หรือแค่แปลเป็นภาษาไทย?

สำหรับองค์กรที่กำลังทำ Localization ในประเทศไทย ความถูกต้องทางภาษาเป็นเพียงจุดเริ่มต้น

ข้อความที่ถูกต้องตามหลักไวยากรณ์อาจไม่ใช่ภาษาไทยที่คนไทยใช้กันจริงๆ

แท็กไลน์การตลาดที่แปลถูกพบเห็นได้ทั่วไป แต่แท็กไลน์ที่ให้ความรู้สึกเหมือนต้นฉบับพบเห็นได้ไม่บ่อยนัก

UI ที่แปลตรงตามความหมาย บางครั้งก็ยาวเกินพื้นที่ใช้งานจริง

Terminology อาจตรง Dictionary แต่ไม่ใช่คำที่คนในอุตสาหกรรมนั้นใช้

ดังนั้นหากคุณมีประเทศไทยเป็นตลาดเป้าหมาย ก็ควรมีนักแปลชาวไทยและทีมที่เข้าใจบริบทของผู้ใช้ชาวไทยอย่างแท้จริง เพราะผลงานของคุณไม่ควรเป็นเพียงงานแปล แต่ควรเป็นส่วนหนึ่งของผลิตภัณฑ์และประสบการณ์ที่แบรนด์มอบให้ลูกค้า

 

แล้วควรเลือกหรือเปลี่ยน Localization Partner เมื่อไร?

หากยังไม่แน่ใจว่าถึงเวลาต้องเปลี่ยนผู้ให้บริการแล้วหรือยัง ลองพิจารณาทั้งประสิทธิภาพของผู้ให้บริการปัจจุบัน และความพร้อมของผู้ให้บริการรายใหม่ผ่านคำถามเหล่านี้

หากเปลี่ยนผู้ให้บริการ ผู้ให้บริการรายใหม่สามารถรับช่วงและต่อยอดองค์ความรู้ กระบวนการทำงาน และทรัพยากรด้านภาษาที่มีอยู่ได้เร็วเพียงใด?

ผู้ให้บริการปัจจุบันยังสามารถรักษาทีมภาษาที่มีคุณภาพ และดูแล Translation Memory, Glossary, Style Guide รวมถึงองค์ความรู้ของโปรเจ็กต์ได้อย่างต่อเนื่องหรือไม่?

เมื่อความต้องการเปลี่ยนแปลง คุณสามารถติดต่อผู้ที่มีอำนาจตัดสินใจจากผู้ให้บริการปัจจุบันและได้รับการตอบสนองได้รวดเร็วเพียงใด?

ทีมและกระบวนการทำงานของผู้ให้บริการปัจจุบันยังเหมาะกับลักษณะโปรเจ็กต์และตลาดปลายทางของคุณอยู่หรือไม่?

หากคำตอบของคำถามเหล่านี้ทำให้คุณเริ่มไม่มั่นใจในประสิทธิภาพ คุณภาพ หรือความต่อเนื่องของการทำงาน นั่นอาจเป็นสัญญาณว่าถึงเวลาที่ควรเริ่มพิจารณา Localization Partner รายอื่น

การเปลี่ยนผู้ให้บริการก็ไม่ได้หมายความว่าต้องเริ่มต้นใหม่ทั้งหมด หากมีการส่งต่องานอย่างเป็นระบบ องค์ความรู้และทรัพยากรที่มีอยู่สามารถนำไปต่อยอดกับพาร์ทเนอร์รายใหม่ได้

 

องค์กรไม่ได้ซื้อเพียงคำแปล แต่กำลังเลือกทั้งทีมและระบบที่จะรับผิดชอบแบรนด์ของตัวเองในอีกภาษาและอีกตลาด

หากคุณกำลังมองหา Localization Partner ใหม่ หรือต้องการประเมินทางเลือกจากผู้ให้บริการปัจจุบัน ทีม LocalLight สามารถรับช่วง Reference, Terminology และ Language Assets ที่มีอยู่แล้ว พร้อมช่วยประเมินขอบเขต กระบวนการทำงาน และกำหนดการที่เหมาะสมกับโปรฌจ็กต์โดยไม่จำเป็นต้องเริ่มต้นใหม่จากศูนย์