บล็อก

แปลเอกสารราชการ ต้องรับรองไหม? เตรียมอะไร ราคาเท่าไร และใช้เวลากี่วัน?

By Pete Sarayut

แปลเอกสารราชการ ต้องรับรองไหม? เตรียมอะไร ราคาเท่าไร และใช้เวลากี่วัน?

แปลเอกสารราชการ ต้องรับรองไหม? เตรียมอะไร ราคาเท่าไร และใช้เวลากี่วัน?

การแปลเอกสารราชการ (Official Document Translation) คือการแปลเอกสารที่ออกโดยหน่วยงานราชการ หรือเอกสารที่จะนำไปใช้ในกระบวนการทางราชการ กฎหมาย การศึกษา วีซ่า ธุรกิจ หรือการดำเนินการระหว่างประเทศ
เอกสารแปลไม่จำเป็นต้องใช้การรับรองแบบเดียวกันเสมอไป โดยข้อกำหนดขึ้นอยู่กับประเภทของเอกสาร วัตถุประสงค์ ประเทศ และหน่วยงานที่จะรับเอกสาร
ดังนั้น ก่อนส่งเอกสารเข้ารับการแปล สิ่งแรกที่ควรทราบคือ เอกสารจะนำไปใช้กับหน่วยงานใด และหน่วยงานนั้นกำหนดให้ใช้คำแปลหรือการรับรองรูปแบบใด

สรุปเรื่องการแปลเอกสารราชการแบบกระชับ
การแปลเอกสารราชการคืออะไร?
การแปลเอกสารที่ออกโดยราชการ หรือเอกสารที่ต้องใช้ในกระบวนการทางราชการ กฎหมาย การศึกษา ธุรกิจ หรือระหว่างประเทศ
ต้องรับรองทุกฉบับหรือไม่?
ไม่เสมอไป ขึ้นอยู่กับข้อกำหนดของหน่วยงานปลายทาง
Certified Translation กับ Legalization เหมือนกันไหม?
ไม่ใช่กระบวนการเดียวกัน Certified Translation คือการรับรองคำแปล ส่วน Legalization คือการรับรองความถูกต้องของตัวเอกสาร ซึ่งไม่จำเป็นต้องเป็นฉบับแปล
ต้องเตรียมอะไรเพื่อขอทราบราคา?
โดยทั่วไปแล้วข้อมูลที่ควรเตรียม ได้แก่ ไฟล์ที่อ่านได้ชัดเจน พร้อมระบุคู่ภาษาที่ต้องการ วัตถุประสงค์ในการใช้งาน หน่วยงานปลายทาง และวันที่ต้องการรับงาน
ชื่อภาษาอังกฤษควรใช้แบบไหน?
หากมีเอกสารประจำตัวหรือเอกสารทางการภาษาอังกฤษ ควรส่งเพื่อใช้เป็นเอกสารประกอบการแปลเพื่อให้ชื่อที่แปลสอดคล้องกัน ชื่อบริษัทก็เช่นกัน
ราคาแปลเอกสารราชการอยู่ที่ประมาณเท่าไร?
เอกสารแต่ละฉบับจะมีราคาแตกต่างกันไป ขึ้นอยู่กับคู่ภาษา ปริมาณเนื้อหา ความซับซ้อน รูปแบบ และบริการเพิ่มเติม
ใช้เวลาแปลกี่วัน?
ขึ้นอยู่กับปริมาณเนื้อหาของเอกสาร คู่ภาษา ความซับซ้อน และขั้นตอนเพิ่มเติม
ใช้ AI แปลเองได้ไหม?
ใช้ AI เพื่อช่วยทำความเข้าใจเบื้องต้นได้ แต่เอกสารที่ต้องยื่นอย่างเป็นทางการควรตรวจสอบความถูกต้องของเนื้อหาและข้อกำหนดของหน่วยงานปลายทางให้ดี

เอกสารราชการอะไรบ้างที่มักต้องมีฉบับแปล?
เอกสารที่มักต้องแปลเพื่อใช้ในประเทศไทยหรือต่างประเทศ ได้แก่
• บัตรประจำตัวประชาชน
• ทะเบียนบ้าน
• สูติบัตร
• ทะเบียนสมรส
• ทะเบียนหย่า
• ใบเปลี่ยนชื่อหรือนามสกุล
• หนังสือรับรองสถานภาพ
• หนังสือรับรองและเอกสารจากหน่วยงานราชการ
• ใบปริญญาและเอกสารการศึกษาอื่นๆ
• หนังสือรับรองบริษัท
• เอกสารนิติบุคคล
• หนังสือมอบอำนาจ
• เอกสารประกอบการสมัครวีซ่า
• เอกสารสำหรับสมัครเรียนหรือทำงานต่างประเทศ
เอกสารแต่ละประเภทอาจมีความแตกต่างกันทั้งในแง่ของต้นฉบับ คำแปล การลงนามกำกับ และเอกสารประกอบ จึงควรตรวจสอบเงื่อนไขข้อกำหนดตามประเภทเอกสารและหน่วยงานที่จะรับเอกสารก่อนส่งแปล

แปลเอกสารราชการต้องรับรองหรือไม่?
ไม่จำเป็นต้องรับรองเสมอไป
หน่วยงานที่จะรับเอกสารอาจต้องการเพียงเอกสารฉบับแปลอย่างเดียว เอกสารที่เป็น Certified Translation หรือเอกสารที่ผ่าน Legalization เพิ่มเติม ขึ้นอยู่กับข้อกำหนดของแต่ละสถานที่
ตัวอย่างเช่น เอกสารที่ใช้เพื่อประกอบการสื่อสารภายในองค์กรอาจมีข้อกำหนดต่างจากเอกสารที่จะนำไปยื่นต่อหน่วยงานราชการ สถานทูต มหาวิทยาลัย หรือหน่วยงานในต่างประเทศ
ดังนั้น ก่อนเริ่มแปล ควรตรวจสอบกับหน่วยงานปลายทางว่า
“เอกสารฉบับนี้ต้องใช้คำแปลในรูปแบบใด และต้องผ่านการรับรองหรือนิติกรณ์เพิ่มเติมหรือไม่?”
การตรวจสอบข้อกำหนดก่อนเริ่มงานช่วยลดความเสี่ยงจากที่งานแปลหรือหรือการดำเนินการรับรองจะเป็นไปในรูปแบบที่ไม่ตรงกับข้อกำหนดของผู้รับเอกสาร

Translation, Certified Translation และ Legalization ต่างกันอย่างไร?
ทั้ง 3 คำนี้เกี่ยวข้องกับเอกสาร โดยหมายถึงกระบวนการที่แตกต่างกัน
Translation
Translation คือการถ่ายทอดข้อมูลจากภาษาต้นทางไปยังภาษาปลายทาง
สำหรับเอกสารราชการ ความถูกต้องไม่ได้ครอบคลุมเพียงความหมายของประโยคเท่านั้น แต่ชื่อบุคคล วันที่ หมายเลขเอกสาร ชื่อหน่วยงาน ตัวเลข ตำแหน่ง และข้อมูลสำคัญอื่นๆ ก็ต้องถูกต้องและสอดคล้องกันด้วย
Certified Translation
Certified Translation คือคำแปลที่มีการรับรองตามรูปแบบหรือข้อกำหนดที่เกี่ยวข้อง
อย่างไรก็ตาม Certified Translation อาจมีข้อกำหนดเฉพาะแตกต่างกันตามประเทศและหน่วยงานปลายทาง จึงควรตรวจสอบก่อนว่าผู้รับเอกสารต้องการการรับรองในรูปแบบใด
Legalization
Legalization หรือนิติกรณ์เอกสาร เป็นกระบวนการเกี่ยวกับการรับรองเอกสารหรือลายมือชื่อโดยหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และไม่ใช่สิ่งเดียวกับการแปล
ดังนั้น:
Translation ≠ Certified Translation ≠ Legalization
เอกสารบางกรณีอาจต้องผ่านมากกว่าหนึ่งขั้นตอนก่อนนำไปใช้งานจริง

ข้อมูลล่าสุดเกี่ยวกับการนิติกรณ์คำแปลในประเทศไทย ปี 2569 (2026)
ตั้งแต่วันที่ 10 กุมภาพันธ์ 2569 เป็นต้นไป กรมการกงสุล กระทรวงการต่างประเทศ ระบุว่า การยื่นขอนิติกรณ์เอกสารแปล อังกฤษ–ไทย และไทย–อังกฤษ ผู้แปลต้องแนบสำเนาเอกสารประจำตัวที่ส่วนราชการออกให้และยังไม่หมดอายุ
ผู้ที่ต้องการนำเอกสารไปผ่านกระบวนการนิติกรณ์จึงควรตรวจสอบข้อกำหนดล่าสุดจากกรมการกงสุลก่อนดำเนินการ เนื่องจาก requirement สามารถมีการเปลี่ยนแปลงได้
อัปเดตข้อมูลส่วนนี้ล่าสุด: สิงหาคม 2569

ก่อนส่งแปลเอกสารราชการ ต้องเตรียมอะไร?
สำหรับการประเมินงาน ควรเตรียมข้อมูลอย่างน้อย 5 อย่าง
1. เอกสารต้นฉบับที่อ่านได้ชัดเจน
ไฟล์ควรมองเห็นข้อมูลสำคัญได้ครบถ้วน โดยเฉพาะ
• ชื่อและนามสกุล
• วันที่
• เลขที่เอกสาร
• ตัวเลข
• ชื่อหน่วยงาน
• หมายเหตุ
• ตราประทับ
หากบางส่วนอ่านไม่ชัด อาจจำเป็นต้องสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมก่อนหรือระหว่างการแปล
2. ภาษาต้นทางและภาษาปลายทาง
แจ้งภาษาเดิมของเอกสาร และภาษาที่ต้องการให้แปล ตัวอย่างเช่น
• ไทย → อังกฤษ
• อังกฤษ → ไทย
• ไทย → ญี่ปุ่น
• ไทย → จีน
คู่ภาษามีผลต่อการประเมินผู้เชี่ยวชาญ ราคา และระยะเวลาการทำงาน
3. วัตถุประสงค์ของเอกสาร
ควรแจ้งว่าเอกสารจะใช้สำหรับอะไร เช่น
• สมัครวีซ่า
• สมัครเรียน
• สมัครงาน
• ยื่นสถานทูต
• ดำเนินการทางกฎหมาย
• ติดต่อหน่วยงานราชการ
• จดทะเบียนบริษัท
• ประมูล
• ลงทุน
• ทำธุรกรรมระหว่างประเทศ
4. หน่วยงานหรือประเทศปลายทาง
ข้อมูลนี้สำคัญเพราะผู้รับเอกสารแต่ละแห่งอาจมี requirement ไม่เหมือนกัน
5. วันที่ต้องการใช้เอกสาร
ควรแจ้งวันที่ต้องนำเอกสารไปใช้จริง เพื่อให้สามารถประเมินเวลาดำเนินการแปลและขั้นตอนอื่นที่เกี่ยวข้องได้เหมาะสมยิ่งขึ้น

ชื่อภาษาอังกฤษในเอกสารราชการควรใช้แบบไหน?
หากมีชื่อภาษาอังกฤษที่ปรากฏในหนังสือเดินทางหรือเอกสารทางการอยู่แล้ว ควรส่งเอกสารดังกล่าวเป็นให้ผู้แปลใช้เป็นแหล่งอ้างอิงหลัก
ชื่อภาษาไทยบางชื่อสามารถถอดเป็นอักษรโรมันได้มากกว่าหนึ่งรูปแบบ ทว่าหากเลือกใช้วิธีการถอดเสียงที่ไม่เหมือนกับเอกสารที่ใช้เป็นหลัก อาจทำให้ข้อมูลระหว่างเอกสารดูไม่สอดคล้องกันและสร้างความสับสนได้
หลักเดียวกันควรพิจารณากับข้อมูล เช่น
• ชื่อบริษัท
• ชื่อสถานที่
• ที่อยู่
• ชื่อมหาวิทยาลัย
• ชื่อหน่วยงาน
• ตำแหน่ง
ความถูกต้องของเอกสารหลายฉบับจึงไม่ได้ขึ้นอยู่กับความถูกต้องของแต่ละฉบับเพียงอย่างเดียว แต่รวมถึงความสอดคล้องของข้อมูลระหว่างเอกสารด้วย

จากประสบการณ์ด้านงานแปล เอกสารหลายฉบับควรตรวจสอบอะไรเป็นพิเศษ?
สำหรับชุดเอกสารที่เกี่ยวข้องกัน LocalLight แนะนำให้ตรวจสอบข้อมูลที่ปรากฏซ้ำข้ามเอกสารอย่างเป็นระบบ
จุดที่ควรตรวจสอบ ได้แก่:
ชื่อบุคคล
ควรสอดคล้องกับ Passport หรือ reference ทางการที่มีอยู่
ชื่อบริษัทและหน่วยงาน
ควรใช้ชื่อภาษาอังกฤษหรือรูปแบบที่องค์กรใช้อย่างเป็นทางการ หากมี
วันที่และตัวเลข
ควรตรวจสอบแยกจากการตรวจภาษา เพราะความผิดพลาดเพียงหนึ่งตัวสามารถเปลี่ยนข้อมูลสำคัญของเอกสารได้
คำศัพท์เฉพาะ
หากเอกสารหลายฉบับเป็นส่วนหนึ่งของธุรกรรมหรือกระบวนการเดียวกัน คำศัพท์สำคัญควรใช้ให้สอดคล้องกัน
เลขที่เอกสารและข้อมูลอ้างอิง
แม้จะเป็นข้อมูลที่ไม่ได้อาศัยการตีความทางภาษา แต่ก็ควรตรวจสอบกับต้นฉบับอย่างละเอียดเช่นกัน
แนวทางนี้มีความสำคัญมากขึ้นเมื่อมีเอกสารหลายฉบับ เพราะข้อผิดพลาดอาจไม่ได้เกิดจากการแปลประโยคผิด แต่อาจเกิดจาก ข้อมูลเดียวกันถูกใช้ไม่สอดคล้องกันในคนละไฟล์

ราคาแปลเอกสารราชการเท่าไร?
ไม่มีราคากลางเดียวที่สามารถใช้กับเอกสารราชการทุกฉบับได้
ราคาสามารถขึ้นอยู่กับ
• คู่ภาษา
• จำนวนคำหรือปริมาณเนื้อหา
• ประเภทเอกสาร
• ความซับซ้อน
• รูปแบบไฟล์
• การจัดหน้า
• ขั้นตอนตรวจทาน
• ความเร่งด่วน
• เงื่อนไขเพิ่มเติม
ดังนั้น เอกสารหนึ่งหน้าที่มีข้อความไม่กี่บรรทัดจึงอาจมีข้อพิจารณาแตกต่างออกไปจากเอกสารหนึ่งหน้าที่ประกอบด้วยตาราง ตราประทับ หมายเหตุ และข้อมูลจำนวนมาก
ด้วยเหตุนี้ วิธีประเมินราคาที่แม่นยำที่สุดคือการส่งไฟล์จริงให้พิจารณาเพื่อเสนอราคา

แปลเอกสารราชการใช้เวลากี่วัน?
ไม่มีระยะเวลาตายตัวสำหรับเอกสารทุกประเภท
ระยะเวลาขึ้นอยู่กับ
• จำนวนหน้าและจำนวนคำ
• คู่ภาษา
• ความซับซ้อน
• คุณภาพต้นฉบับ
• รูปแบบไฟล์
• ขั้นตอนตรวจทาน
• จำนวนเอกสาร
• เงื่อนไขเพิ่มเติม
หากมีวันนัดยื่นเอกสาร ควรส่งไฟล์ให้ประเมินล่วงหน้า และแจ้งวันที่ต้องนำเอกสารไปใช้จริง
หากต้องดำเนินการรับรองหรือนิติกรณ์เพิ่มเติม ควรเผื่อเวลาสำหรับขั้นตอนดังกล่าวแยกจากระยะเวลาการแปล

ใช้ AI แปลเอกสารราชการได้หรือไม่?
AI สามารถช่วยทำความเข้าใจหรือสร้างคำแปลเบื้องต้นได้ แต่ไม่ควรพิจารณาความคล่องของภาษาเพียงอย่างเดียวเมื่อต้องนำเอกสารไปใช้อย่างเป็นทางการ
ข้อมูลที่ควรตรวจสอบเป็นพิเศษ ได้แก่
• ชื่อบุคคล
• ชื่อบริษัท
• ชื่อหน่วยงาน
• วันที่
• จำนวนเงิน
• หมายเลขเอกสาร
• คำศัพท์กฎหมาย
• ข้อความในตราประทับ
• Terminology ระหว่างเอกสาร
• ข้อกำหนดของผู้รับเอกสาร
AI อาจสร้างข้อความที่อ่านเป็นธรรมชาติได้ แต่ “อ่านเป็นธรรมชาติ” กับ “ข้อมูลถูกต้องตรงตามข้อกำหนด” เป็นคุณสมบัติคนละอย่างกันที่บาง AI ก็ทำได้ไม่ครบถ้วน
สำหรับเอกสารที่มีผลต่อกระบวนการทางราชการ กฎหมาย การศึกษา หรือธุรกิจ จึงควรมีการตรวจสอบโดยผู้เชี่ยวชาญก่อนนำไปใช้งานจริง

เอกสารบริษัทต้องตรวจสอบอะไรต่างจากเอกสารส่วนบุคคล?
เอกสารบริษัทมักต้องให้ความสำคัญกับ terminology และความสอดคล้องข้ามเอกสารมากขึ้น เนื่องจากข้อมูลเดียวกันอาจถูกนำไปใช้อ้างอิงในสัญญา เอกสารจดทะเบียน การประมูล หรือธุรกรรมอื่น
ตัวอย่างเอกสาร ได้แก่
• หนังสือรับรองบริษัท
• หนังสือบริคณห์สนธิ
• หนังสือมอบอำนาจ
• เอกสารจดทะเบียน
• สัญญา
• เอกสารประกอบการประมูล
• เอกสารทางการเงิน
• เอกสารการลงทุน
• เอกสารสำหรับคู่ค้าต่างประเทศ
ชื่อบริษัท ชื่อตำแหน่ง ข้อกำหนด และคำศัพท์สำคัญควรใช้ให้สอดคล้องกันทั้งชุดเอกสาร หากบริบทกำหนดให้เป็นคำเดียวกัน

ก่อนสั่งแปล ควรถามหน่วยงานที่จะรับเอกสารอะไรบ้าง?
ก่อนเริ่มงาน สามารถสอบถามหน่วยงานปลายทางด้วยคำถามต่อไปนี้:
ต้องการเอกสารเป็นภาษาอะไร?
ยอมรับคำแปลทั่วไปหรือกำหนดให้เป็น Certified Translation?
ต้องมี Legalization หรือนิติกรณ์เพิ่มเติมหรือไม่?
ต้องใช้ต้นฉบับจริงหรือสำเนา?
มีแบบฟอร์มหรือรูปแบบคำแปลที่กำหนดหรือไม่?
มีข้อกำหนดเกี่ยวกับผู้แปลหรือการรับรองลายมือชื่อหรือไม่?
เอกสารมีข้อกำหนดเรื่องอายุหรือวันที่ออกเอกสารหรือไม่?
หน่วยงานปลายทางควรเป็นแหล่งอ้างอิงหลักสำหรับข้อกำหนดในการรับเอกสาร เพราะวิธีการทำงานอาจแตกต่างกันตามประเภทเอกสารและวัตถุประสงค์

FAQ: คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับการแปลเอกสารราชการ
แปลเอกสารราชการที่ไหนดี?
ควรเลือกผู้ให้บริการที่มีประสบการณ์กับประเภทเอกสารที่ต้องการ สามารถอธิบายขั้นตอนการทำงานได้อย่างเป็นระบบ มีขั้นตอนตรวจสอบคุณภาพ และสอบถามวัตถุประสงค์การใช้งานก่อนเริ่มงาน
สำหรับเอกสารที่จะยื่นอย่างเป็นทางการ ควรตรวจสอบข้อกำหนดล่าสุดจากหน่วยงานปลายทางควบคู่กันด้วย
แปลเอกสารราชการเป็นภาษาอังกฤษต้องใช้อะไรบ้าง?
โดยทั่วไปควรเตรียมต้นฉบับที่ชัดเจน วัตถุประสงค์ หน่วยงานปลายทาง วันกำหนดส่งงาน และเอกสารอ้างอิงสำหรับข้อมูลสำคัญ เช่น เอกสารระบุตัวตนหรือชื่อภาษาอังกฤษอย่างเป็นทางการ
แปลทะเบียนบ้านเป็นภาษาอังกฤษต้องรับรองหรือไม่?
ขึ้นอยู่กับวัตถุประสงค์และข้อกำหนดของหน่วยงานที่จะรับทะเบียนบ้านฉบับแปล จึงควรตรวจสอบกับหน่วยงานนั้นก่อนว่าต้องการคำแปล การรับรอง หรือนิติกรณ์ในรูปแบบใด
แปลบัตรประชาชนเป็นภาษาอังกฤษต้องรับรองหรือไม่?
ขึ้นอยู่กับกระบวนการที่จะนำเอกสารไปใช้ หากต้องนำไปยื่นต่อหน่วยงานอย่างเป็นทางการ ควรตรวจสอบ requirement ของผู้รับเอกสารก่อนดำเนินการ
Certified Translation ใช้แทน Legalization ได้ไหม?
ไม่ควรถือว่าใช้แทนกันได้โดยอัตโนมัติ เพราะเป็นคนละกระบวนการ และหน่วยงานปลายทางอาจกำหนดขั้นตอนเฉพาะ
แปลเอกสารเองได้ไหม?
คุณสามารถแปลเพื่อทำความเข้าใจหรือใช้งานทั่วไปได้ แต่หากจะยื่นอย่างเป็นทางการ ต้องตรวจสอบว่าหน่วยงานปลายทางยอมรับคำแปลในรูปแบบใดและมีข้อกำหนดเกี่ยวกับผู้แปลหรือการรับรองหรือไม่
ส่งไฟล์ PDF หรือรูปถ่ายเพื่อประเมินราคาได้ไหม?
ได้ ไฟล์ที่ส่งเพื่อประเมินควรอ่านรายละเอียดได้ชัดเจน โดยเฉพาะชื่อ ตัวเลข วันที่ และข้อความสำคัญ หากต้นฉบับไม่ชัดเจน อาจต้องขอไฟล์เพิ่มเติมก่อนประเมินหรือเริ่มงาน
ทำไมต้องแจ้งว่าเอกสารจะนำไปใช้ที่ไหน?
เพราะหน่วยงานและประเทศปลายทางอาจกำหนดรูปแบบคำแปล การรับรอง เอกสารประกอบ หรือขั้นตอนเพิ่มเติมแตกต่างกัน

Checklist ก่อนส่งเอกสารแปล
ก่อนขอใบเสนอราคา ควรเตรียม:
• ไฟล์ต้นฉบับที่ชัดเจน
• ภาษาต้นทางและภาษาปลายทาง
• วัตถุประสงค์ในการใช้เอกสาร
• ประเทศหรือหน่วยงานปลายทาง
• วันที่ต้องใช้เอกสาร
• ข้อกำหนดจากผู้รับเอกสาร
• เอกสารระบุตัวตนหรือแหล่งอ้างอิงชื่อภาษาอังกฤษ หากมี
• เอกสารอื่นที่เกี่ยวข้องกัน หากต้องรักษาความสอดคล้องของข้อมูล

ต้องการแปลเอกสารราชการ เริ่มต้นอย่างไร?
หากต้องการแปลเอกสารราชการ เอกสารบริษัท หรือเอกสารสำหรับใช้งานระหว่างประเทศ สามารถส่งไฟล์ให้ LocalLight เพื่อประเมินงาน พร้อมแจ้งข้อมูลสำคัญ 4 อย่าง:
ภาษาที่ต้องการ → วัตถุประสงค์ → หน่วยงานหรือประเทศปลายทาง → วันที่ต้องการ
LocalLight เป็นบริษัทให้บริการด้านการแปลภาษาและ Localization ในประเทศไทย ให้บริการแปลเอกสารและบริการด้านภาษาสำหรับบุคคล ธุรกิจ และองค์กร
การส่งไฟล์จริงพร้อมข้อมูลการใช้งานช่วยให้สามารถประเมิน scope ราคา และระยะเวลา ได้เหมาะสมกว่าการประเมินจากจำนวนหน้าเพียงอย่างเดียว
หากคุณมีเอกสารพร้อมแล้ว สามารถส่งไฟล์เพื่อขอใบเสนอราคาและประเมินระยะเวลาก่อนเริ่มงานได้เลย